วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566

YouTube Channel

วันนี้เปิดดู YouTube ที่สุ่ม(?) วีดีโอขึ้นมาให้เลือก
เป็นเรื่องราวของหญิงวัยกลางคนชาวอังกฤษ (เธอไม่ได้บอก แต่รู้ได้จากสำเนียงอันเป็นเอกลักษณ์) ถ่ายทอดกิจกรรมต่างๆ ที่ทำในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติละแวกบ้าน ก็ดูเพลินๆดี

จริงๆ นี่ก็ไม่ใช่วีดีโอแรกหรือเรื่องราวของคนอื่นๆคนแรกที่ดู 
เพราะเคยดู YouTube อีก Chanel หนึ่งที่เล่าเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาคล้ายๆกัน แต่เป็นหญิงสาวชาวอเมริกัน

เห็นจำนวนคน subscribe ของทั้ง 2 ช่องนับแสน ก็น่าสนใจว่า ทำไมถึงมีจำนวนผู้ติดตามได้เยอะขนาดนี้

เพราะคนเราอยากรู้เรื่องราวของคนอื่นสินะ
ก็เหมือนกับการที่ผู้เสพข่าวอย่างเราๆ ชอบอ่านข่าวดารา ซุบซิบนินทา คนนั้นคบคนนี้ คนนั้นเลิกกับคนนี้ ข่าวแบบนี้มักขายได้ตลอด

แต่การดู YouTube ที่เล่าเรื่องชีวิต ผ่านมุมมองของคนๆหนึ่ง อาจจะไม่ได้ไร้สาระเหมือนการอ่านข่าวบันเทิง เพราะมันอาจจะช่วยให้เราฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา หรือเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างก็ได้ แต่ต้องเลิกเถลไถลเปิดดูไปเรื่อยเปื่อยก่อนนะ ฮาๆ

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2566

สีโปรด

น้ำเงิน คือสีที่ชอบที่สุด
ความชอบนี้สะท้อนออกมาผ่านอะไรได้บ้างนะ

ปลอกหมอน สีน้ำเงิน
ที่นอน สีน้ำเงิน
ผ้าห่ม สีน้ำเงิน
เสื้อเชิ้ตใส่ทำงาน สีน้ำเงิน
เสื้อออกกำลังกาย สีน้ำเงิน
เคสมือถือ ที่คาดผม กะละมัง สีน้ำเงิน

โอ๊ะ หมดแล้วแหะ มีของสีน้ำเงินไม่เยอะนี่นา

ถ้างั้นของอย่างอื่นสีอะไรบ้าง

รองเท้าออกกำลังกาย สีชมพู
รองเท้าแตะ รถ สีดำ
ตู้เย็น สีเงิน
โซฟา โต๊ะกินข้าว สีน้ำตาล อันนี้เลือกไม่ได้
เสื้อยืด (ส่วนใหญ่) สีเทา

ก็หลากหลายอยู่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด คือเป็นคนไม่ค่อยมีสีสันนั่นเอง ฮาๆ

สีน้ำเงิน บ่งบอกถึงอะไรบ้าง

“ปัญญาความรู้”

ความสงบ ความเงียบ ความมั่นคง ความศรัทธา ความมีระเบียบ ความจริง ความสุขุม ความเชื่อถือ ความจงรักภักดี ความเยือกเย็น ความราบรื่น ความเป็นเอกภาพ ความเป็นอนุรักษ์นิยม แรงบันดาลใจ

 

โทนสีนี้จะให้ความรู้สึกสงบเย็นที่สุด ช่วยทำให้ผ่อนคลายและทำให้จิตใจรู้สึกสงบ เนื่องจากเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย นอกจากนั้นยังเป็นสีโปรดของผู้คนทั่วโลกมากกว่าครึ่ง และยังถูกเลือกให้เป็น ‘สีที่ปลอดภัย’ ที่สุดในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะใช้สีอะไรดี โทนสีน้ำเงินสื่อถึงฐานะของสังคมชั้นสูง และความร่ำรวย สีน้ำเงินเข้มแสดงออกถึงความรู้ ความเฉลียวฉลาด ตรรกะเหตุผล และความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงเหมาะมากหากจะนำมาใช้เกี่ยวกับงานหรือในสถานที่ทำงาน เพราะจะช่วยสร้างบรรยากาศสุขุมและเป็นมืออาชีพ

 

คนที่ชอบสีน้ำเงิน จะเป็นคนที่ชอบพบปะผู้คน ประชาสัมพันธ์ พรีเซนต์เก่ง เข้ากับคนได้ง่าย แต่เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง เป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่ายและคนรักง่ายด้วย ยิ้มเก่ง ร่าเริง โกรธง่ายหายเร็ว เป็นคนรักความสงบ มองโลกในแง่ดี 

ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง แต่อ่านแล้วสนุกดี ฮาๆ 💙

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2566

หอสมุดกลาง

วันนี้ไปหอสมุดกลางมา
ค้นมาคร่าวๆ แล้วว่าหนังสือที่อยากยืมอยู่ชั้นไหน รหัสอะไร
ก็จะจำเลข 3 ตัวหน้าแบบคร่าวๆ แล้วก็ไปไล่ๆ หาต่อเอา เพราะบางทีคำที่ใช้หากับชื่อหนังสืออาจจะได้ไม่ตรงกันเป๊ะๆ แต่ก็รู้ว่าอยู่หมวดเดียวกัน

ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นมาถึงชั้น 4 ฉันเดินออกจากลิฟท์แล้วเลี้ยวซ้าย เพื่อไปตามหาหนังสือหมวด 000 ผลักประตูเข้าไป มีป้ายให้ข้อมูลอยู่ด้านบนพร้อมลูกศร หนังสือภาษาอังกฤษอยู่ฝั่งขวา หนังสือภาษาไทยอยู่ฝั่งซ้าย ว่าแล้วฉันก็กวาดตามองไปทางขวา หาตัวเลขตามที่จดมา

พอเดินไปถึงชั้นหนังสือก็ ว้าว! หนังสือเยอะแยะเต็มไปหมดเลย แค่หัวข้อเดียวก็มีหนังสือเยอะแยะมากมายขนาดนี้ เลือกอยู่นาน เพราะน่าอ่านไปหมด แต่จะหอบกลับมาหมดนี้ก็คงไม่ไหว แล้วก็คงจะอ่านไม่จบภายในระยะเวลา 1 เดือนด้วย ตัดใจหยิบแค่บางเล่มมา เพราะเรายังต้องเก็บพื้นที่กระเป๋าและแรงไว้แบกหนังสือหมวดถัดไป ฮาๆ

เดินมาถึงชั้นหนังสืออีกหมวดที่ค้นไว้ 800 ว้าว! ยังมีแตกหัวข้อยิบย่อยจากเมื่อกี๊อีกหรือนี่ ทึ่งในความสามารถของฝรั่งจริงๆ 

นึกถึงตอนที่ได้รู้ว่า อย่างอินเดียศึกษาหรือภาษาสันกฤต ที่เป็นที่แพร่หลายทั่วโลกได้ ก็เพราะนักวิชาการชาวตะวันตก เช่น อังกฤษ เยอรมัน เขามีวิธีการคิดเพื่อจะศึกษาเรื่องๆหนึ่งได้ดีจริงๆ

ทำน้ำหนักหนังสือที่จะยืมได้ดีประมาณหนึ่งแล้ว ก็กลับลงมาที่ชั้น 1 ของหอสมุดกลาง กดปุ่ม Borrow สแกนบัตรนิสิต วางหนังสือทั้งหมดบนเครื่องยืม-คืนอัตโนมัติ กดปุ่ม Finished และกดปุ่ม Print Receipt ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

สารภาพว่าไม่ได้เข้าห้องสมุดมานานมาก พอเห็นเครื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่า ทันสมัยดีแหะ ถึงแม้จะรู้จักเทคโนโลยี RFID มาตั้งนานแล้วก็ตามเถอะ ฮาๆ

ความสมบูรณ์แบบของใคร?

ชีวิตคนเราจำเป็นต้องสมบูรณ์แบบด้วยหรือ

แล้วคนเราจำเป็นต้องทำชีวิตให้มันยากขนาดนั้นหรือเปล่า


ทำไมคนเรามักมองเห็นส่วนบกพร่องของคนอื่นอยู่เสมอ

การกระทำอะไรที่ดูไม่ได้ดั่งใจของคนในครอบครัว คนใกล้ตัว เครือญาติ ถูกนำมาเป็นบทสนทนา 

แม้คิดว่า ฉันคือคนที่ทำตัวได้ดีที่สุดคนหนึ่งในบรรดาเครือญาติแล้ว ก็ยังมีหัวข้อให้กลายเป็นหนึ่งในบทสนทนาประเภทนั้นได้ 

เพราะอะไร

การตัดสินคนอื่น

ใช่ มันง่ายที่จะตัดสินคนอื่น

แต่ชีวิตในความเป็นจริง มีถูก ผิด งั้นหรือ


แต่ไม่ว่าคนอื่นจะพูด จะคิดกันยังไง ฉันไม่สนใจหรอก

เพราะทุกสิ่งที่ฉันตัดสินใจทำ ฉันคิดมาแล้ว 

และฉันรับผิดชอบตัวเอง


ใครเป็นคนกำหนดหรือว่า หลังจากที่ได้เข้าเรียนคณะนี้แล้ว ความสามารถด้านอื่นๆ จะต้องสูญสิ้น? การที่เคยเรียน ป.ตรี คณะหนึ่ง จะทำให้เรียน ป.ตรี อีกคณะหนึ่ง หรือ เรียน ป.เอก อีกคณะหนึ่ง ไม่ได้เชียวหรือ?

ถ้าลองเทียบกันดู คนเราสามารถมีงานประจำและงานอดิเรกพร้อมกันได้ ซึ่งงานอดิเรกนั้น อาจจะเป็นคนละด้านกับงานประจำ และอาจจะมีงานอดิเรกหลายอย่างก็ได้ นั่นหมายความว่า คนเราไม่จำเป็นจะต้องมีความสามารถแค่ด้านเดียว

ในสมัยกรีกโบราณ นักปรัชญายังเป็นทั้งนักกฎหมาย นักเขียน มีความรอบรู้ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ การละคร ภาษาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง หรืออย่างในอินเดียโบราณ กวีก็มักจะเป็นนักไวยากรณ์ เป็นต้น

หรือเพราะการศึกษาสมัยนี้ กำหนดให้เลือกเรียนคณะใดคณะหนึ่ง พอจบออกมา ก็ถูกคาดหวังให้ทำงานด้านที่เรียนมาเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ความรู้หลากหลายแขนงดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดกระมัง


วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565

New Year's Resolution

 เช้านี้เปิดฟัง Podcast ใน YouTube 2 เรื่อง น่าสนใจดี


1. 12 More or Less Resolutions to Improve Your Life Forever

    เขากล่าวว่า การทำ New Year's Resolution ต้องพยายามมากเกินไป เพราะเราไม่มีทางเปลี่ยนตัวเองได้เพียงชั่วข้ามคืน ทางที่ดีคือ ควรจะค่อยๆปรับเปลี่ยนทีละ 1 % 

    และให้ list 12 ข้อที่เขาตั้งเป็น New Year's Resolution มีที่สนใจอยากทำตาม คือ 1) Less social media เช่น กำหนดว่าวันนี้ๆจะไม่เข้า social media เลย 2) มีน้ำใจ/เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น 3) Learn how to ask good question

    ซึ่งหัวข้อที่ 3) นี้ link ไปสู่ YouTube เรื่องถัดไปพอดีเลย


2. คนฉลาดอ่านหนังสือยังไง

    อ่านแบบเชิงรับ👎

    อ่านแบบเชิงรุก 👍 ตั้งสมมติฐาน ตั้งเป้าหมาย (อ่านเพื่ออะไร) ดูสารบัญ -> อ่านพร้อมตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย หาข้อโต้แย้ง -> จัดระเบียบความคิด หาข้อสรุป (อธิบายเป็นภาษาของเราเอง) -> วิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบ -> ประยุกต์ใช้

    จะฝึกอ่านแบบนี้ดู น่าจะมีประโยชน์กับการทำวิทยานิพนธ์


💟💟💟💟💟


เรื่องความมีน้ำใจ/เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นี้ จะขอรวบเป็นคำว่า ความมีเมตตา เพราะคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความมีน้ำใจและอุปนิสัยที่ดีงามอื่นๆ


สังเกตมาสักพักหนึ่งแล้วว่า ศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธมหายานให้ความสำคัญกับเรื่องนี้


เคยได้ยินคำสอนของคริสต์ว่า ให้รักเพื่อบ้านเหมือนรักตนเอง 

หรืออย่างเรื่องเล่าในคัมภีร์ไบเบิล ที่พระเยซูเสียสละพลีชีพเผื่อชดใช้ความผิดบาปแทนเรา

ความเมตตาเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (อพยพ 34:6)

ท่านทั้งหลายจงมีเมตตากรุณา, เหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา (ลูกา 6:36)

เมื่อเรารักในพระเยซูคริสต์เจ้า ก็อยากจะทำได้แบบพระองค์ อยากจะรัก เมตตาต่อผู้อื่นอย่างที่พระองค์ได้ทำให้เห็นแล้วเป็นแบบอย่าง


ตรงนี้อาจเทียบได้กับการตั้งความปรารถนาโพธิญาณของฝ่ายพุทธมหายาน เพื่อที่จะบรรลุถึงจุดหมาย ก็ต้องบำเพ็ญบารมี เสียสละช่วยเหลือผู้อื่น

เคยคุยกับป๊าว่า การที่พุทธมหายานสอนให้คนเราตั้งความปรารถนาแบบนั้น อาจจะเป็นกุศโลบายที่ดีก็ได้ เพราะเมื่อเราคิดว่าจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ก่อนตนเองแล้ว เราก็จะเกิดความรู้สึกอยากให้เขาสบายกายสบายใจ และไม่นึกถึงแต่ตัวเอง

วิเคราะห์เพลง

www.google.com

enter

‘writing topics’

enter

click


Get inspired by a song

Have you ever wondered about the story behind a song?

Who are the characters behind those lyrics?

What’s their situation?

What challenges are they facing?


อื้ม

เพลงอะไรดีล่ะ

คิดสิ คิดสิ คาปูชิโน่


www.google.com

enter

‘คิดสิ คิดสิ คาปูชิโน่’

enter


เนื้อเพลง คาเฟอีน หญิงลี ศรีจุมพล


ห๊ะ ชื่อเพลง คาเฟอีน หรอ

(หรือเขาควรเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น ‘คิดสิ คิดสิ คาปูชิโน่’?)


click


แค่ลืมตาหัวใจก็ยังคิดฮอด 

มันเป็นเหงาๆ ความรักทำให้คนตาบอด 

ฉันต้องการต้องการให้ตาฉันสว่าง

จะมีหนทางอะไรอะไรไหมให้ตื่น


อ้า ร่างกายต้องการคาเฟอีน

ใช่ไหมยังไงยังไงดี คิดสิคิดสิ

คาปูชิโน่ เอสเปรสโซ่ อาราบิก้า โรบัสต้า

อะไรดีนะ มอคค่า ซุปเปอร์ริช อย่าคิดนาน

หรือปาท่องโก๋ปากซอยบ้าน

เฮ้ ลาเต้ ลาเต้ คอฟฟี่คอฟฟี่ คาเฟอีน

เฮ้ เฮ้ ร่างกายต้องการคาเฟอีน


Have you ever wondered about the story behind a song?

อารมณ์แรก งงกับเนื้อเพลง 

เข้าใจว่าตื่นอยู่ก็เลยคิดถึง งั้นก็คงอยากจะหลับไปสินะ 

ประโยคถัดมา อ้าว ไม่ใช่ อยากตาสว่าง 

หรือนางจะง่วงเพราะมัวแต่คิดถึงจนไม่ได้นอน แต่นางก็ไม่ได้บอกว่าคิดถึงจนนอนไม่หลับนี่นา 

กลับไปดูเนื้อเพลงที่เหลือ อ้อ ...


ไม่หลับไม่นอนเพราะใจนั้นได้ เอ็นโดรฟิน


Who are the characters behind those lyrics?

1) ผู้หญิง ไม่สิ เป็นผู้ชายก็ได้ 

คิดถึง เหงา ดื่มการแฟ เกิดได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชายแหละ

2) บ้านอยู่ในซอย และหน้าปากซอยมีร้านขายปาท่องโก๋

แต่ไม่ได้บอกว่าร้านกาแฟอยู่ตรงไหน อยู่ในซอย อยู่หน้าปากซอย หรือต้องเดินไกลออกไป

3) เป็นคนที่ชอบนึกถึงความหลัง เอ๊ะ แต่ไม่ได้บอกว่าเลิกกันนี่ อาจจะแค่อยู่ห่างกัน

กลับไปดูเนื้อเพลงที่เหลือ อ้อ ...


ฉันต้องการให้เธอจดจำเรื่องวันเก่า

ให้มีสองเราคู่เคียงข้างกันเหมือนวันก่อน


What’s their situation?

เลิกกับแฟนเก่า คิดถึงแฟนเก่า เพ้อถึงแฟนเก่า หาอะไรกิน


What challenges are they facing?

ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับแฟนนั้น ไม่สำคัญเท่าเลือกเมนูกาแฟไม่ถูก 555+ (ตัวเลือกเมนูกาแฟในประเทศไทยมันเยอะแยะจริงๆ บ่งบอกถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของคนไทยได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้บางทีตัวเองก็เป็นเหมือนกัน จะสั่งโกโก้ดี หรือมอคค่าดี หรือมัทฉะดี)

ปัญหาต่อมา ต้องเลือกระหว่างกาแฟกับปาท่องโก๋ (ต้องเลือกด้วยหรอ ก็กินทั้ง 2 อย่างไปเลยสิ เรากินปาท่องโก๋กับกาแฟพร้อมกันได้นี่นา หรือเงินไม่พอ หรือกลัวได้รับแคลอรี่มากเกินไป แต่เธออยากตื่นนี่นา กินปาท่องโก๋มันไม่ช่วยให้ตื่นนะ ก็มันไม่มีคาเฟอีนที่เธอตามหานี่ สุดท้ายไม่ได้สั่งปาท่องโก๋หรอก ฟันธง!)

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565

กิน

เวลาบนนาฬิกาเดินไปพร้อมกับการล้างบล็อกโคลีและฟักทอง หั่นบล็อกโคลีและฟักทอง ตั้งหม้อต้มบนเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เทน้ำเปล่า กดปุ่มเปิด รอน้ำเดือด ใส่บล็อกโคลี ฟักทอง และแปะก๊วยลงไป รอทุกอย่างสุก รินน้ำออก เทใส่จาน

การทำอาหารกินเอง ทำให้ได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเดินไปซื้อผักและเตรียมวัตถุดิบ ช่างต่างกับวิถีสมัยใหม่ที่สามารถมีอาหารมาวางอยู่ตรงหน้าได้ราวกับมีคนเสกขึ้น (ที่ต้องมีไว้แลกเปลี่ยนก็เพียงธนบัตรบ้าง หรือเหรียญบ้าง)

ในสมัยที่ยังไม่มี app สั่งอาหาร ก็ยังจำเป็นต้องเดินออกไปข้างนอกเพื่อซื้อหาอาหารบ้าง แต่เมื่อมี app สั่งอาหาร การออกนอกบ้านจึงแทบไม่มีความจำเป็น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีโอกาสกินเยอะเกินไป เพราะอาหารมาอยู่ตรงหน้าเราได้ง่ายดาย แต่การทำอาหารกินเองนี่สิ กว่าจะทำเสร็จ หายหิวไปแล้ว

เนื่องจากเป็นคนกินผักเยอะ การต้มผักกินเองจึงตอบโจทย์ เพราะประหยัดกว่า ได้กินผักเยอะ และหลากหลาย หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ไม่ว่าจะเป็นบล็อกโคลี (ผักสิ้นคิดของข้าพเจ้า) แตงกวา (ผักสิ้นคิดอย่างที่ 2) ผักโขม กวางตุ้ง ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี นอกจากนี้ก็มี ผักสลัด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊คบ้าง มะเขือบ้าง ทั้งมะเขือเทศ และมะเขือเปราะ (เริ่มกินเป็นตอนกินตำหลวงพระบาง) อ้อ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยต้มเองเลย คือตุ๋นมะระ ซื้อเอาตลอด เพราะมันออกจะต้องทำหลายขั้นตอนไปหน่อย

จริงๆ ตอนนี้ก็มีความคิดว่า อยากทานเป็นวีแกนมากขึ้น (ช่วงนี้กำลังฮิต?) ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ อาจจะช่วงที่มีผลิตภัณฑ์ plant-based meat มั้ง ยังไม่เคยซื้อมาลองหรอกนะ เห็นว่าราคาแรงอยู่ แต่ก็จุดประกายให้หาข้อมูลเกี่ยวกับ plant-based protein หลังจากนั้นก็เลยซื้อถั่วเขียว ถั่วแดงมาต้มกินละ ก็ยังคง concept ต้มกินเองอยู่นั่นเอง