วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565

New Year's Resolution

 เช้านี้เปิดฟัง Podcast ใน YouTube 2 เรื่อง น่าสนใจดี


1. 12 More or Less Resolutions to Improve Your Life Forever

    เขากล่าวว่า การทำ New Year's Resolution ต้องพยายามมากเกินไป เพราะเราไม่มีทางเปลี่ยนตัวเองได้เพียงชั่วข้ามคืน ทางที่ดีคือ ควรจะค่อยๆปรับเปลี่ยนทีละ 1 % 

    และให้ list 12 ข้อที่เขาตั้งเป็น New Year's Resolution มีที่สนใจอยากทำตาม คือ 1) Less social media เช่น กำหนดว่าวันนี้ๆจะไม่เข้า social media เลย 2) มีน้ำใจ/เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น 3) Learn how to ask good question

    ซึ่งหัวข้อที่ 3) นี้ link ไปสู่ YouTube เรื่องถัดไปพอดีเลย


2. คนฉลาดอ่านหนังสือยังไง

    อ่านแบบเชิงรับ👎

    อ่านแบบเชิงรุก 👍 ตั้งสมมติฐาน ตั้งเป้าหมาย (อ่านเพื่ออะไร) ดูสารบัญ -> อ่านพร้อมตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย หาข้อโต้แย้ง -> จัดระเบียบความคิด หาข้อสรุป (อธิบายเป็นภาษาของเราเอง) -> วิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบ -> ประยุกต์ใช้

    จะฝึกอ่านแบบนี้ดู น่าจะมีประโยชน์กับการทำวิทยานิพนธ์


💟💟💟💟💟


เรื่องความมีน้ำใจ/เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นี้ จะขอรวบเป็นคำว่า ความมีเมตตา เพราะคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความมีน้ำใจและอุปนิสัยที่ดีงามอื่นๆ


สังเกตมาสักพักหนึ่งแล้วว่า ศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธมหายานให้ความสำคัญกับเรื่องนี้


เคยได้ยินคำสอนของคริสต์ว่า ให้รักเพื่อบ้านเหมือนรักตนเอง 

หรืออย่างเรื่องเล่าในคัมภีร์ไบเบิล ที่พระเยซูเสียสละพลีชีพเผื่อชดใช้ความผิดบาปแทนเรา

ความเมตตาเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (อพยพ 34:6)

ท่านทั้งหลายจงมีเมตตากรุณา, เหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา (ลูกา 6:36)

เมื่อเรารักในพระเยซูคริสต์เจ้า ก็อยากจะทำได้แบบพระองค์ อยากจะรัก เมตตาต่อผู้อื่นอย่างที่พระองค์ได้ทำให้เห็นแล้วเป็นแบบอย่าง


ตรงนี้อาจเทียบได้กับการตั้งความปรารถนาโพธิญาณของฝ่ายพุทธมหายาน เพื่อที่จะบรรลุถึงจุดหมาย ก็ต้องบำเพ็ญบารมี เสียสละช่วยเหลือผู้อื่น

เคยคุยกับป๊าว่า การที่พุทธมหายานสอนให้คนเราตั้งความปรารถนาแบบนั้น อาจจะเป็นกุศโลบายที่ดีก็ได้ เพราะเมื่อเราคิดว่าจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ก่อนตนเองแล้ว เราก็จะเกิดความรู้สึกอยากให้เขาสบายกายสบายใจ และไม่นึกถึงแต่ตัวเอง

วิเคราะห์เพลง

www.google.com

enter

‘writing topics’

enter

click


Get inspired by a song

Have you ever wondered about the story behind a song?

Who are the characters behind those lyrics?

What’s their situation?

What challenges are they facing?


อื้ม

เพลงอะไรดีล่ะ

คิดสิ คิดสิ คาปูชิโน่


www.google.com

enter

‘คิดสิ คิดสิ คาปูชิโน่’

enter


เนื้อเพลง คาเฟอีน หญิงลี ศรีจุมพล


ห๊ะ ชื่อเพลง คาเฟอีน หรอ

(หรือเขาควรเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น ‘คิดสิ คิดสิ คาปูชิโน่’?)


click


แค่ลืมตาหัวใจก็ยังคิดฮอด 

มันเป็นเหงาๆ ความรักทำให้คนตาบอด 

ฉันต้องการต้องการให้ตาฉันสว่าง

จะมีหนทางอะไรอะไรไหมให้ตื่น


อ้า ร่างกายต้องการคาเฟอีน

ใช่ไหมยังไงยังไงดี คิดสิคิดสิ

คาปูชิโน่ เอสเปรสโซ่ อาราบิก้า โรบัสต้า

อะไรดีนะ มอคค่า ซุปเปอร์ริช อย่าคิดนาน

หรือปาท่องโก๋ปากซอยบ้าน

เฮ้ ลาเต้ ลาเต้ คอฟฟี่คอฟฟี่ คาเฟอีน

เฮ้ เฮ้ ร่างกายต้องการคาเฟอีน


Have you ever wondered about the story behind a song?

อารมณ์แรก งงกับเนื้อเพลง 

เข้าใจว่าตื่นอยู่ก็เลยคิดถึง งั้นก็คงอยากจะหลับไปสินะ 

ประโยคถัดมา อ้าว ไม่ใช่ อยากตาสว่าง 

หรือนางจะง่วงเพราะมัวแต่คิดถึงจนไม่ได้นอน แต่นางก็ไม่ได้บอกว่าคิดถึงจนนอนไม่หลับนี่นา 

กลับไปดูเนื้อเพลงที่เหลือ อ้อ ...


ไม่หลับไม่นอนเพราะใจนั้นได้ เอ็นโดรฟิน


Who are the characters behind those lyrics?

1) ผู้หญิง ไม่สิ เป็นผู้ชายก็ได้ 

คิดถึง เหงา ดื่มการแฟ เกิดได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชายแหละ

2) บ้านอยู่ในซอย และหน้าปากซอยมีร้านขายปาท่องโก๋

แต่ไม่ได้บอกว่าร้านกาแฟอยู่ตรงไหน อยู่ในซอย อยู่หน้าปากซอย หรือต้องเดินไกลออกไป

3) เป็นคนที่ชอบนึกถึงความหลัง เอ๊ะ แต่ไม่ได้บอกว่าเลิกกันนี่ อาจจะแค่อยู่ห่างกัน

กลับไปดูเนื้อเพลงที่เหลือ อ้อ ...


ฉันต้องการให้เธอจดจำเรื่องวันเก่า

ให้มีสองเราคู่เคียงข้างกันเหมือนวันก่อน


What’s their situation?

เลิกกับแฟนเก่า คิดถึงแฟนเก่า เพ้อถึงแฟนเก่า หาอะไรกิน


What challenges are they facing?

ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับแฟนนั้น ไม่สำคัญเท่าเลือกเมนูกาแฟไม่ถูก 555+ (ตัวเลือกเมนูกาแฟในประเทศไทยมันเยอะแยะจริงๆ บ่งบอกถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของคนไทยได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้บางทีตัวเองก็เป็นเหมือนกัน จะสั่งโกโก้ดี หรือมอคค่าดี หรือมัทฉะดี)

ปัญหาต่อมา ต้องเลือกระหว่างกาแฟกับปาท่องโก๋ (ต้องเลือกด้วยหรอ ก็กินทั้ง 2 อย่างไปเลยสิ เรากินปาท่องโก๋กับกาแฟพร้อมกันได้นี่นา หรือเงินไม่พอ หรือกลัวได้รับแคลอรี่มากเกินไป แต่เธออยากตื่นนี่นา กินปาท่องโก๋มันไม่ช่วยให้ตื่นนะ ก็มันไม่มีคาเฟอีนที่เธอตามหานี่ สุดท้ายไม่ได้สั่งปาท่องโก๋หรอก ฟันธง!)

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565

กิน

เวลาบนนาฬิกาเดินไปพร้อมกับการล้างบล็อกโคลีและฟักทอง หั่นบล็อกโคลีและฟักทอง ตั้งหม้อต้มบนเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เทน้ำเปล่า กดปุ่มเปิด รอน้ำเดือด ใส่บล็อกโคลี ฟักทอง และแปะก๊วยลงไป รอทุกอย่างสุก รินน้ำออก เทใส่จาน

การทำอาหารกินเอง ทำให้ได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเดินไปซื้อผักและเตรียมวัตถุดิบ ช่างต่างกับวิถีสมัยใหม่ที่สามารถมีอาหารมาวางอยู่ตรงหน้าได้ราวกับมีคนเสกขึ้น (ที่ต้องมีไว้แลกเปลี่ยนก็เพียงธนบัตรบ้าง หรือเหรียญบ้าง)

ในสมัยที่ยังไม่มี app สั่งอาหาร ก็ยังจำเป็นต้องเดินออกไปข้างนอกเพื่อซื้อหาอาหารบ้าง แต่เมื่อมี app สั่งอาหาร การออกนอกบ้านจึงแทบไม่มีความจำเป็น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีโอกาสกินเยอะเกินไป เพราะอาหารมาอยู่ตรงหน้าเราได้ง่ายดาย แต่การทำอาหารกินเองนี่สิ กว่าจะทำเสร็จ หายหิวไปแล้ว

เนื่องจากเป็นคนกินผักเยอะ การต้มผักกินเองจึงตอบโจทย์ เพราะประหยัดกว่า ได้กินผักเยอะ และหลากหลาย หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ไม่ว่าจะเป็นบล็อกโคลี (ผักสิ้นคิดของข้าพเจ้า) แตงกวา (ผักสิ้นคิดอย่างที่ 2) ผักโขม กวางตุ้ง ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี นอกจากนี้ก็มี ผักสลัด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊คบ้าง มะเขือบ้าง ทั้งมะเขือเทศ และมะเขือเปราะ (เริ่มกินเป็นตอนกินตำหลวงพระบาง) อ้อ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยต้มเองเลย คือตุ๋นมะระ ซื้อเอาตลอด เพราะมันออกจะต้องทำหลายขั้นตอนไปหน่อย

จริงๆ ตอนนี้ก็มีความคิดว่า อยากทานเป็นวีแกนมากขึ้น (ช่วงนี้กำลังฮิต?) ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ อาจจะช่วงที่มีผลิตภัณฑ์ plant-based meat มั้ง ยังไม่เคยซื้อมาลองหรอกนะ เห็นว่าราคาแรงอยู่ แต่ก็จุดประกายให้หาข้อมูลเกี่ยวกับ plant-based protein หลังจากนั้นก็เลยซื้อถั่วเขียว ถั่วแดงมาต้มกินละ ก็ยังคง concept ต้มกินเองอยู่นั่นเอง

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565

BodyBalance

ห้องพื้นลายไม้สีอ่อน กับกระจกใสบานใหญ่จากเพดานจรดพื้นเป็นแนวยาวไปตลอดผนังห้อง เผยให้เห็นวิวตัวเมืองของย่านอารีย์และสนามเป้า ไฟสีนวลละมุนตาทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สมเป็นห้อง Mind&Body Studio 

ห้องสำหรับเล่นโยคะ, BodyBalance, และพิลาทิสนี้ ตั้งอยู่ชั้นบนของ Fitness First สาขา Platinum Pearl Bangok

ฉันมักจะมาห้องนี้เป็นประจำในทุกๆเช้าเพื่อฝึกยืดเหยียดร่างกาย เป็นระยะเวลาประมาณเดือนหนึ่งได้แล้วกระมัง ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับสมรรถภาพทางกายที่ลดลง จึงมีความตั้งใจใหม่ว่า จะมาเล่นแนวนี้ให้มากขึ้น แทนการยกลูกเหล็กหนักๆ อย่างที่เคยทำมาแล้วในอดีต

หลายเดือนก่อนฉันอ่านเจอ comment ใน pantip มีคนแนะนำเกี่ยวกับไทชิ (ภาษาแต้จิ๋ว: ไทเก๊ก) แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ทำอะไร เหมือนแค่เป็นการหย่อนเมล็ดพันธุ์แล้วปกคลุมด้วยดินไว้เท่านั้น ต่อมาเมื่อได้ฟังคุณหมอสันต์ ใจยอดศิลป์ ทาง youtube แนะนำให้ฝึกไทชิอีกครั้ง จึงเหมือนได้รดน้ำ พรวนดิน เมล็ดพันธุ์ที่หย่อนไว้ก็แตกหน่อเจริญงอกงาม จนได้ก้าวเข้ามาในห้อง Mind&Body Studio ในที่สุด

การได้ยืดเหยียดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ได้ทำให้ฉันทึ่งในผลลัพธ์มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก ฉันสามาถทำท่า happy baby แบบเหยียดขาจนเกือบไม่งอเข่าได้ (จากที่ทำไม่ได้เลย) และครั้งที่สอง ฉันสามารถทำท่า toe touch sitting ขนาดที่ก้มศีรษะแตะถึงเข่าได้! นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลย

และตอนนี้ กลายเป็นว่าชอบคลาส BodyBalance มากๆ (เป็นคลาสโยคะผสมผสานท่าไทเก๊กและพิลาทิส) มันรู้สึกสนุก ท้าทาย อยากจะทำให้ได้ อยากเอาชนะให้ได้ ด้วยท่วงท่าที่อาจจะดูค่อนข้างเนิบช้า แต่จริงๆแล้ว เป็นคลาสที่ต้องอาศัยความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกายมากมายทีเดียวล่ะ แอบกระซิบว่า ตอนนี้ก็ใส่ ไทชิ ไว้เป็น 1 ใน New Year’s Resolution สำหรับปี 2023 ไว้เรียบร้อย

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565

อาศรมวิจัย

อาศรมวิจัย 

เป็นชื่อของโครงการที่มุ่ง “พัฒนานักวิจัย” ทางด้านมนุษยศาสตร์ (วลีใน quote คือวลีที่ ผศ.ดร.วัชระ สินธุประมา กล่าวไว้ในงานปฐมนิเทศที่โรงแรมแมนดารินว่า นี่คือวัตถุประสงค์ของโครงการที่สั้นที่สุด!)


และสิ่งที่ทำให้อยากเขียน free writing เกี่ยวกับอาศรมวิจัยนี้ 

เรื่องมีอยู่ว่า ...


A.บทอ่านสำหรับกิจกรรมการอภิปรายกลุ่มในห้อง

การบ้าน ให้เลือกอ่าน 3 บทในแต่ละหัวข้อเพื่อร่วมอภิปราย

หัวข้อที่ 1 : การทบทวนวรรณกรรม

1 ...

2 ...

3 ...

4 ...

หัวข้อที่ 2 : ความเชื่อมโยงระหว่างการทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี และการตั้งคำถามวิจัย...

หัวข้อที่ 3 : การออกแบบระเบียบวิธีวิจัย...


กวาดตาอ่านชื่อบทความในหัวข้อการทบทวนวรรณกรรม 

ให้ตายเถอะ เรื่องที่อยากอ่านมีไม่ถึง 3 เรื่อง!

เอาละวา ตัดเรื่องที่อยากอ่านน้อยสุดแล้วกัน

ก็เลยต้องยอมอ่านเรื่องที่ไม่อยากอ่าน


อ่านไปอ่านมา

เฮ้ย เขียนดีแหะ!


ถ้าเลือกแต่เรื่องที่เราอยากอ่าน อาจจะไม่ได้เจอบทความดีๆแบบนี้ก็ได้

ก็เลยทำให้คิดว่า บางครั้งการโดนบังคับให้ทำอะไรบางอย่าง หรือการฝืนใจทำอะไรบางอย่าง มันก็ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เลวเลยแหะ


แบบนี้หรือเปล่าที่มีคนกล่าวว่า

Passion ไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จ วินัยต่างหากที่นำไปสู่ความสำเร็จ

(Passion = เรื่องที่อยากอ่าน, วินัย = เรื่องที่ไม่อยากอ่าน)

เหมือนกับที่อาจารย์เอเชีย (ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ, ผู้อำนวยการร่วม ธนาคารจิตอาสา) เคยกล่าวไว้ในรายการ Have a Nice Day ของนิ้วกลม หัวข้อ New Me in One Month ว่า ไม่ใช่ฝึกฝน แต่ให้ฝึกฝืน


นี่คือเหตุผลแรกที่อยากเขียน ส่วนเหตุผลที่สอง


หลังจากที่ได้อ่านตัวอย่างบทความประมาณ 10 บทความที่ทางโครงการคัดมาให้ มีทั้งตัวอย่างที่ดีและตัวอย่างที่ไม่ดี (รศ.ดร.ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์, อาจารย์พี่เลี้ยงประจำกลุ่มบอกมาแบบนั้น) ทำให้เข้าใจ (ไปเองหรือเปล่าไม่รู้) ว่าเห็นภาพของการเขียนบทความมากขึ้น ว่าบทความที่ดีควรเขียนอย่างไร


ตัดสินใจไม่ผิดเลยแหะ ที่สมัครโครงการนี้


ว่าแล้วก็ขอ Gratitude Writing เล็กๆตรงนี้ว่า ขอขอบคุณโครงการอาศรมวิจัยที่ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา และรับให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565

รถ

ซอกเล็กๆแคบๆของร้าน Chakran พาฉันเดินทะลุจากอารีย์ซอย4 ไปยังร้านล้างรถ wash@holic ที่อารีย์ซอย 5 ฉันเดินตรงไปยังรถเบนซ์คันสีดำเงาวับที่จอดเด่นอยู่เพราะมีรถเพียงไม่กี่คัน ต่างจากทุกๆครั้งที่มีรถจอดอยู่เต็มจนเจ้าของร้านเคยขอให้รีบมารับรถทันทีหลังล้างเสร็จเพราะไม่มีที่จอด

เส้นทางเดิมที่เดินมารับรถเหมือนอย่างทุกครั้ง แต่วันนี้ ด้วยเหตุผลที่ต่างไป 

ฉันรีบเดินไปทางด้านซ้ายของตัวรถ สายตาจ้องมองไปยังประตูหลัง

รอยที่เคยขีดขาวเป็นแนวยาวตรงประตูซ้ายด้านหลังดูจางลง ไม่ใช่เพราะครีมลบเลือนริ้วรอย anti-aging หรือ revitalift แต่เป็นเพราะการขัดเคลือบสี

รถใช้งานก็ย่อมมีร่องรอยการใช้งานเป็นธรรมดา เหมือนนักรบย่อมมีบาดแผลจากศึกสงคราม 

แต่ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เอารถไปผ่านสงครามที่ไหน ก็พอจะมีรอยบุบ รอยสีกะเทาะ อย่างละนิดอย่างละหน่อย ให้พอได้รู้ว่าซื้อมาใช้ไม่ได้ซื้อมาเก็บ

“90%” เจ้าของร้านรูปร่างท้วม สวมเสื้อยืดคอกลม ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาดีเพราะมาบ่อย ได้เอ่ยบอก

ไม่ถึงกับไม่เหลือรอยเลย เพราะรอยขูดกินลึกถึงเนื้อสี นอกจากนี้ เจ้าของร้านยังให้คำแนะนำอีกว่า ไม่ควรทำสีใหม่ เพราะถ้าเลือกอู่ที่ไม่มีความรู้ สีจะไม่เท่ากัน หากขายต่อก็จะราคาตก สู้คงสีเดิมไว้ ถึงจะมีรอยบ้างก็ยังมีเสน่ห์

ฉันพยักหน้ารับความรู้และความคิดเห็นที่น่าพึงพอใจจากเจ้าของร้าน พร้อมกับคิดในใจว่า ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะขายรถคันนี้หรอก เพราะนี่คือของขวัญชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งในชีวิตที่ฉันเก็บเงินซื้อมา และเป็นของขวัญชิ้นหนึ่งที่ฉันรักที่สุดในชีวิตเชียวละ 😊


วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ร้านช็อกโกแลต DARQ

หลายวันก่อนขับรถผ่านถนนอารีย์สัมพันธ์ เห็นร้านเล็กๆเปิดใหม่

ตัวหนังสือสีดำ 4 ตัวของชื่อร้านตัดกับผนังสีขาวอย่างโดดเด่น


D A R Q


แม้จะใช้ตัวอักษร Q แทนตัวอักษร K ตามที่ควรจะเป็นของคำว่า Dark แต่ลูกเล่นนี้ก็พบเห็นได้ทั่วๆไปของการตั้งชื่อให้ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ แต่กระนั้นก็ยังคาดเดาคำดั้งเดิมได้

เมื่อพูดถึงคำว่า Dark ก็ชวนให้นึกถึงคำว่า Dark Chocolate ฉันเลยคาดเดาว่าต้องเป็นร้านที่เน้น Chocolate อย่างแน่นอน

วันนี้มีโอกาส ก็ไม่พลาดที่จะแวะไปลองสักครั้ง

ภายในร้านเน้นสีขาว เคาท์เตอร์อยู่ทางขวา ส่วนพื้นที่ด้านซ้ายถูกเติมเต็มด้วยด้วยโต๊ะกลมเล็กๆ 4 – 5 โต๊ะ และเก้าอี้ 1 ตัวต่อโต๊ะ ด้านหลังสุดของร้านถูกประดับด้วยกระจกเงาบานใหญ่ และตัวอักษร DARQ เช่นเดิม

ภายในร้านไม่มีลูกค้าเลย มีเพียงพนักงานหญิง 2 คน สวมเสื้อยืดสีดำคอยให้บริการอยู่

อื้ม ขาว-ดำ คอนเซปท์ของร้านสินะ

ฉันเดินไปที่เคาท์เตอร์ มองดูกระดาษรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆประมาณ 3 แผ่น มันช่างดูลายตาไปหมด เมนูนั้นเขียนถึงชื่อเมือง เปอร์เซ็นต์ รสชาติ ราคา และนมทางเลือก

ตัดสินใจอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกได้เสียที


พบพระ Dark 80%

Nutty, Creamy, Vegetal


ไม่ได้เลือกพบพระ เพราะอยากจะเสริมความเป็นศิริมงคลหรืออะไร แต่เป็น 1 ใน 3 ตัวเลือกที่พนักงานหญิงคนหนึ่งแนะนำให้ และเป็นตัวเลือกเดียวที่ไม่มีคำว่า Fruity

ฉันเดินมานั่งรอที่โต๊ะตัวที่ 2 นับจากฝั่งริมกระจกใสหน้าร้าน และมองดูพนักงานหญิงอีกคนหนึ่งหยิบอุปกรณ์ต่างๆขึ้นมา

อื้ม ลูกค้าคนแรกของวันนี้สินะ ฉันคิดในใจ

และฉัน ... นั่งรอเครื่องดื่มอีกนานทีเดียว